ประเภทถังกรองน้ำที่นิยมใช้ในระบบบำบัดน้ำ

ถังกรองน้ำถูกออกแบบมาหลากหลายรูปแบบเพื่อตอบโจทย์ทั้งงานอุตสาหกรรมและงานที่พักอาศัย หลัก ๆ แบ่งได้ 3 ชนิดใหญ่ ๆ

  1. ถังกรองไฟเบอร์กลาส (FRP Tank) – ทำจากใยแก้วเคลือบเรซิน แข็งแรง ไม่ขึ้นสนิม รับแรงดันได้ 150–300 psi เหมาะกับโรงงานผลิตน้ำดื่ม, ระบบ Softener และงาน RO Pre-Treatment
  2. ถังกรองสเตนเลส – ผิวเรียบสวย ไม่ปนเปื้อนโลหะหนัก ทนเคมีอ่อน-กลางได้ดี เหมาะกับงานที่ต้องการมาตรฐานอาหาร (Food Grade) หรือระบบโรงแรม-โรงพยาบาล
  3. ถังกรองเหล็กเคลือบอีพ็อกซี – ค่าใช้จ่ายต่ำกว่า แต่ยังคงความแข็งแรงสูง เหมาะกับระบบบำบัดน้ำโรงงานหรือใช้เป็นถังกรองทราย-แมงกานีสในพื้นที่ที่มีเหล็กหรือแมงกานีสสูง

TIP: ยิ่งคุณภาพน้ำดิบ “ยาก” เท่าไร การเลือกวัสดุที่ทนกัดกร่อนจะยิ่งช่วยลดค่าบำรุงรักษาระยะยาว



วิธีเลือกถังกรองน้ำให้เหมาะกับหน้างาน

ก่อนสั่งซื้อถังกรองน้ำ ควรวิเคราะห์ 4 ปัจจัยหลักให้ครบถ้วนเพื่อให้ระบบทำงานเต็มประสิทธิภาพและไม่ต้องสิ้นเปลืองค่าแก้ไขภายหลัง

  • อัตราการกรอง (Flow Rate) – คำนวณจากปริมาณน้ำใช้งานสูงสุด หน่วยลิตร/ชั่วโมง (L/h) หรือ แกลลอน/วัน (GPD) ถังกรองควรมีเส้นผ่านศูนย์กลางและความสูงพอให้ Bed Depth ≥ 60 ซม.
  • แรงดันใช้งาน (Operating Pressure) – ตรวจสอบว่าแรงดันปั๊มต้นทางไม่เกิน Rating ของถัง (เช่น 150 psi) เพื่อป้องกันการบวม-ระเบิดของวัสดุ
  • สื่อกรอง & ความจุ (Media & Capacity) – เลือกทรายกรอง, แอนทราไซท์, เรซิน หรือแมงกานีสตามปัญหา เช่น ตะกอน, สี-กลิ่น, ความกระด้าง หรือโลหะหนัก
  • ความสะดวกในการล้างกลับ (Backwash) – ระบบที่ใช้ทรายกรองหรือแมงกานีสต้องมีวาล์วควบคุม backwash อัตโนมัติหรือแมนนวล พร้อมระบบระบายน้ำทิ้งที่รับแรงดันได้

    เมื่อต้องการอัปเกรดคุณภาพน้ำให้ถึงระดับน้ำดื่ม สามารถจับคู่ถังกรองน้ำกับ เครื่องกรองน้ำ RO และหมั่นเปลี่ยน ไส้กรองน้ำ ตามรอบที่แนะนำเพื่อรักษาประสิทธิภาพสูงสุดของทั้งระบบ.

    คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

    Q1: ถังกรองน้ำควรเลือกรุ่นแบบไหนดี ให้เหมาะกับการใช้งาน ?
    A: ขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้งาน (ลิตร/วัน) , คุณภาพน้ำต้นทาง (น้ำประปา / น้ำบาดาล / น้ำโรงงาน) , และจุดประสงค์ของการกรอง (ลดความขุ่น / ลดเหล็ก‐แมงกานีส / กรองเพื่อดื่ม) เช่น ถ้าใช้สำหรับบ้านพักอาศัย อาจเลือกถังไฟเบอร์ขนาดเล็ก  ถ้าเป็นงานอุตสาหกรรมหรือโรงงานควรเลือกถังสแตนเลสขนาดใหญ่และทนแรงดันได้สูง เลือกวาล์วควบคุมล้างย้อน (Backwash) และอุปกรณ์เสริมที่เหมาะสมด้วย

    Q2: ถังกรองน้ำต้องมีการ “ล้างย้อน (Backwash)” ใช่ไหม และควรทำบ่อยแค่ไหน ?
    A: ใช่ครับ การล้างย้อนคือการส่งน้ำสวนกลับจากล่างขึ้นบนเพื่อกำจัดสารกรองที่อุดตัวหรือสิ่งสกปรกที่สะสมอยู่ในสารกรอง โดยทั่วไปควรล้างย้อนสม่ำเสมอ เช่น เดือนละ 1–2 ครั้ง หรือขึ้นอยู่กับคุณภาพน้ำต้นทาง ถ้าคุณภาพน้ำมีตะกอนมากอาจต้องล้างบ่อยขึ้นเพื่อรักษาประสิทธิภาพของระบบ

    Q3: ถังกรองต้องเปลี่ยนสารกรองบ่อยแค่ไหน ?
    A: ไม่มีคำตอบที่ “ตายตัว” เพราะขึ้นอยู่กับประเภทสารกรอง , สภาพน้ำ , และการดูแลรักษา แต่เป็นแนวทางได้ว่า
    ทรายกรอง / แอนทราไซด์: ทุก 5–7 ปี (ถ้าใช้งานหนักอาจเร็วกว่านั้น)

    คาร์บอน / เรซิ่น: ทุก 1–3 ปี หรือเมื่อสังเกตว่าประสิทธิภาพลดลง (เช่น กลิ่น/สี/รสเปลี่ยน)
     การตรวจสอบแรงดันตกคร่อมหรือความชัดเจนของน้ำที่ออกจะช่วยเตือนว่า “ถึงเวลา” แล้ว


    Q4: ถังกรองไฟเบอร์กลาส vs. ถังกรองสแตนเลส แตกต่างกันอย่างไร ?
    A: โดยสรุป
    ไฟเบอร์กลาส: น้ำหนักเบา , ราคาเริ่มต้นถูกกว่า , เหมาะกับระบบขนาดเล็ก‐กลาง , อาจทนแรงดัน/สารกัดกร่อนได้ต่ำกว่า


    สแตนเลส: แข็งแรง ทนสารกัดกร่อนและแรงดันได้สูงกว่า , เหมาะกับงานอุตสาหกรรมหรือระบบที่ต้องการความทนทานสูง แต่ราคาสูงกว่า และอาจต้องการการดูแลรักษามากขึ้น
     เลือกให้เหมาะกับงบประมาณ + ลักษณะงานที่ใช้งาน


    Q5: หากติดตั้งแล้ว พบว่าน้ำออกไม่ใสหรือแรงดันตก ควรตรวจสอบอะไรบ้าง ?
    A: ควรตรวจสอบดังนี้
    ดูว่าได้ทำการล้างย้อน (Backwash) ตามรอบหรือไม่


    ตรวจสอบว่ามีการอุดตันของสารกรอง หรือว่ามีการเปลี่ยนสารกรองนานเกินไป


    ดูว่าวาล์วควบคุม/หน้าแปลน/ซีลรั่วหรือไม่


    ตรวจสอบว่าออกแบบขนาดถังและอัตราการไหล (Flow Rate) ให้เหมาะสมกับการใช้งานหรือไม่


    หากไม่แน่ใจ ควรส่งเจ้าหน้าที่ตรวจเช็คระบบ


    Q6: ระหว่างการติดตั้ง ควรเตรียมอะไรบ้าง ?
    A: เตรียมพื้นที่ให้เรียบ และมีโครงสร้างรองรับถังได้ (โดยเฉพาะถังใหญ่) , จัดการท่อน้ำเข้า‐ออกให้เหมาะสม มีการเข้าถึงวาล์วและเกจวัดแรงดันได้ง่าย , ควรติดตั้งที่ไม่โดนแดดหรือฝนโดยตรง (ถ้าเป็นรอบนอก) , ตรวจสอบว่าวัสดุ (หน้าแปลน , วาล์ว , ท่อ) เป็นแบบที่รองรับแรงดันได้ตามสเปกของถัง

    Q7: ถ้าเลือกถังแล้ว ต้องการบริการดูแลหลังการขาย มีบริการอะไรบ้าง ?
    A: ตามข้อมูลของบริษัทจะมีบริการให้คำปรึกษา , บริการจัดส่งทั่วประเทศ , บริการติดตั้งหรือแนะนำติดตั้ง , และสามารถสั่งผลิตตามแบบได้ การมีบริการหลังการขายอย่างครบถ้วนช่วยให้มีความมั่นใจในระยะยาว